รีวิว Review Annapurna Base Camp 3 (เริ่มเดินทางจาก Hinle-Ulleri-Ghorepani) พร้อมเฮ..ที่เนปาล เดินขาบาน ขึ้นเขาไป ABC


สามารถติดตามตอนที่แล้ว รีวิว Review Annapurna Base Camp1 (ก่อนเดินทาง)
                                              รีวิว Review Annapurna Base Camp2 (BKK-KTM-Pokhara)


วันที่ 7 เมษายน 2560
       เวลาประมาณ 12.00 น. ที่ Hile (ฮิเล) จุดที่รถJeep หยุดจอดส่งให้พวกเราเดินทางกันต่อเอง พวกเราก็เริ่มใช้เท้าตัวเองเดิน พร้อมแบกกล้อง สะพายเป้ไปกัน ทาครีมกันแดด(เรียกว่าอาบครีม น่าจะถูกกว่า) แสงแดดถือว่าร้อนเผาเลย แต่ก็ยังดีที่ มีต้นไม้สูงมาบังแดดให้เราตามทางที่เดิน ช่วงแรกของการเดินวันนี้ จะ เป็นทางค่อยๆขึ้น เป็นบันไดไม่สูงมากนัก คือว่า เป็นการวอร์มที่ดี เดินไปคุยกันไป ดูธรรมชาติรอบข้างอย่างสนใจ


ตรวจสอบ ความพร้อมของกระเป๋า สัมภาระและร่างกายก่อนออกเดินทาง 
ถ่ายรูปกันก่อนออกเดินทางบนเท้าตัวเอง



จุดพัก (ซึ่งก็คือ ที่พัก) ตามจุดต่างๆ


    เวลา 14.30 น. ก็เป็นเวลาพักทานอาหารกลางวันกัน ที่ Tikhedhungga อาหารที่นี้ จะเป็นแนว อาหารตะวันตก พิซซ่า มักกะโรนี สปาเก็ตตี้ และก็มีอาหารชุดเนปาล ถือว่า ไม่แย่กว่าที่เราคาดคิดไว้ พวกเราทานอาหารกันจนอิ่ม นั่งพักคุยกันสักพัก หน้าต่างในห้องอาหารก็สั่น ลมมาจากทุกทิศทาง เจ้าของมาปิดหน้าต่างทุกบาน แล้วเราก็มองเห็นกลุ่มเมฆดำมาจากไกลๆ ทำให้รับรู้ได้ว่า ฝนใกล้จะมาแล้ว พวกเราเริ่มจัดเตรียมชุดกันฝนพร้อมรับมือ แต่มันยังไม่ตก เราก็เริ่มก้าวขาออกเดินอีกครั้ง



     แต่ช่วงหลัง ไม่ง่ายเหมือนช่วงแรกซะแล้ว เพราะการเดินครั้งนี้ คือ การเดินขึ้นบันไดหินที่สูงชันขึ้น พวกเราก็เริ่มที่จะตั้งใจเดินกันมากขึ้น ก้าวขึ้นไปเรื่อยๆ จนสักพักใหญ่ เรากำลังถ่ายรูปบนสะพานข้าม ก็สัมผัสว่า มีอะไรตกลงมาเจ็บๆ หลายครั้ง พี่สาวก็เหมือนกัน  ตอนแรกคิดว่า ผลไม้หรือเศษหิน แต่พอมองที่พื้น มันคือ ลูกเห็บลูกใหญ่พอสมควรตกมาทั่วฟ้า จนต้องรีบวิ่งไปหลบกันใต้ชายคาโรงเรือนข้างทาง รออยู่นาน ก็ยังตก แต่ก็เริ่มปะปนกับฝน จนลูกเห็บหมด เหลือแต่ฝนที่ซาลงหน่อย เราก็เริ่มเดินกันอีกครั้ง ทางก็ยังต้องเดินขึ้นชันเรื่อยๆ กับกระเป๋าที่หนักของเราทำให้เริ่มปวดไหล่บ่าขึ้นตาม

ขึ้นอย่างเดียว ไม่ต้องเหลียวหลัง


ภาพหลังผ่าน พายุลูกเห็บกันมาหมาดๆ ก็มีล่อลาแบกของมาทักทาย say hi กัน 
    16.00 น. พวกเราก็มาถึง หมู่บ้าน Ulleri ซึ่งเป็นที่พักของเราในคืนนี้ พอเข้าห้องพัก เรารีบอาบน้ำทันที เพราะอากาศหนาวจากที่ฝนและลูกเห็บตก น้ำก็หนาวตามคาด แต่คนโบราณเคยบอกว่า อาบน้ำจะหนาวแคช่วงโดนน้ำครั้งแรก (ซึ่งมันก็จริง เพราะหลังจากนั้น ผมก็ไม่รู้สึก เย็นชาและไม่สามารถขยับเปิดน้ำได้อีกเลย 5555) หลังจาก ผ่านการฝึกความอดทนและทดสอบความรู้สึกของเส้นประสาท ก็ได้เวลาดูวิวรอบห้องพัก ที่สวยงาม และพวกเราก็ต้องทานอาหารเย็น กับแสงเทียน อย่างโรแมนติค เพราะไฟตก ดับทั้งคืน


ทานข้าวใต้แสงเทียน บนยอด ขวด เอเวอร์เรส มันช่างโรแมนติคสุดๆ

ห้องพัก ที่ ulleri

     หมู้บ้านนี้ มีบ้านหลังหนึ่งซึ่งไกด์บอกว่า เป็นบ้านเนปาลทรงโบราณ.

บ้านภูเขาทรงโบราณ ของเนปาล

วันที่ 8 เมษายน 2560 
          เราตื่นกันตั้งแต่ ตี5กว่า เพราะเวลาไทยเร็วกว่า 1.15 ชม. เลยมีเวลามากพอให้ เราได้ดูภาพพระอาทิตย์ขึ้นสะท้อนกับยอดเขาหิมะ และนักดื่มกาแฟก็ฟิน เอาเครื่องชงกาแฟมาชงแล้วดื่มกาแฟกับวิวสวยๆ
สูดอากาศเย็นสบายยามเช้า แล้วมองไปให้ไกลๆ เพราะยังต้องไปอีกไกล

วิวจากระเบียงนอกหน้าต่างห้องพัก

หมู่บ้าน Ulleri
       
          ทานอาหารเช้า จัดของกันเรียบร้อยก็ ได้เวลาก้าวขาไปกันต่อ เวลา 9.00น. วันนี้เป้าหมาย คือ หมู่บ้าน Ghorepani  วิ่งขึ้นกันแบบ One way ticket เลย เมื่อวานช่วงหลังเป็นยังไง วันนี้ไม่ต่างกันเลย แต่ด้วยเมื่อวานที่เดินขึ้น อาการปวดเมื่อย เหนื่อยก็ช่วยกันแสดงอาการเข้าให้แล้ว แต่ก็ยังมีดีที่ วันนี้ เราได้เห็น ดอกกุหลาบพันปี อยู่เรื่อยๆ ให้ได้ชื่นใจ


ต้นกุหลาบพันปี ที่มีตลอดทางวันนี้

บ้านพักชั้นเดียว ที่ตั้งอยู่ตลอดเส้นทางการเดินเขา ABC
แผงขายของ ระหว่างทาง



      พอถึงเวลา 12.00 น. ก็ถึงที่พักทานอาหารกลางวัน กันที่Nayathanti แล้วก็เดินไปต่อกัน ทางก็เดินยากขึ้น ขาก็ไม่ยอมไปตามเท่าไร่ เหมือนจะค่อยประท้วง และเราเริ่มหายใจเหนื่อบหอบบ่อยขึ้น แต่ด้วยใจที่อยากไปให้ถึง จึงพยายามก้าวต่อไปเรื่อยๆ


ยอดไกลๆ คือ ยอด Fish tale (ยอดเขาหางปลา)







           
             พอเรามาถึงหมู่บ้าน ก็จะมีซุ้มประตู Welcome Ghorepani ยืนตง่านต้อนรับพวกเรา และก็เข้าจะมีจุดCheck point ของเจ้าหน้าที่ตำรวจ แล้วก็เดินต่ออีกหน่อยก็ถึงที่พัก Mountain view lodge หมู่บ้านนี้ ถือว่าใหญ่ มีที่พักมาก และก็ยังมีร้านขายของชำ ร้านหนังสือ เพราะด้วยเป็นหมู่บ้านที่นักเดินเขามาพัก ก่อนที่จะไปดู พระอาทิตย์ขึ้นที่ Poon Hill ในวันรุ่งขึ้น ทำให้บรรยากาศที่นี้ คึกคักเต็มไปด้วยผู้คนมากมายหลายเชื้อชาติ แต่คนไทยก็เยอะกว่าชาติใดๆ
ซุ้มประตู ทางเข้าหมู่บ้าน Ghorepani





ไม่ใช่ทั้งม้า ลา แต่ มัน คือ ล่อ

พอดี มีฝรั่งนั่งม้า ผ่าน บริเวณจุด Check point 

         เรามาถึง Mountain view lodge กันประมาณ 16.00 น. มีเวลาให้เราได้พออาบน้ำให้สดชื่น(น้ำก็ยังเย็นสะท้านเหมือนเดิม) แล้วก็เดินไปเก็บบรรยากาศรอบๆหมู่บ้าน  เห็นผู้คน ทั้งชาวเนปาลและนักเดินทางจากต่างประเทศ ได้ผู้คุยกับชาวบ้านบ้าง เด็กๆบ้าง จนเห็นความแตกต่างของโอกาสและลักษณะของเด็ก มีเด็กฝาแฝดที่พ่อแม่ส่งไปเรียนที่ เมืองหลวงกาฏมานฑุ จะดูมีบุคลิกที่สะอาด และดูมีความทันสมัยมากกว่าเด็กอื่นๆหน่อย แต่ก็ยังเล่นกันสนุกสนานกับเด็กอื่นๆได้อย่างมีความสุข มันคือมิตรภาพที่ใสสะอาด ขาวบริสุทธิ์

อาคารที่พัก Mountain view lodge

ร้านหนังสือ ในหมู่บ้าน Ghorepani


สองเด็กหนุ่มน้อย ฝาแฝด ได้ ศึกษาในโรงเรียนในกาฏมานฑุ เล่นกับพี่ๆเพื่อนๆที่อยู่ในหมู่บ้าน Ghorepani




   
             คืนนี้ สภาพร่างกายเราดีขึ้นจากความทรมานมาหลายกม. หลายชม. ไม่รู้ว่า ร่างกายเราปรับตัวได้หรือเจ็บปวดจนชิน หรืออาจจะเป็นเพราะบรรยากาศที่ดี วิวที่สวย ทำให้เราลืมความปวดไปได้ แต่พวกเรานอนกันถือว่า ไว 20.00-21.00น. ก็เข้านอนแล้วจากความเหนื่อยและไม่มีอะไรทำ ซึ่งมันเป็นสิ่งที่ดี เพื่อทำให้ร่างกายฟื้นตัวและมีแรงในวันต่อไป..... Good Night every trekkers....Sweet dream Backpackgo..

วิวยอดเขาหิมะ ยามค่ำคืน


--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

     ด้วยเป็นวันหยุดยาวของไทย เราจึงได้เจอคนไทยมากมาย ที่มาเดินป่ากันที่นี้ คิดว่า อยู่ภูกระดึง จะไปไหน นั่งตรงไหน ทานอะไร ก็จะได้ยินเสียงคนไทยเสมอ ซึ่งก็ดูอบอุ่นดี แต่ก็มีคนไทยบางคน ทำตัวไม่น่ารัก ขณะเดินอยุ่ ไปเด็ด กิ่งช่อดอกกุหลาบพันปีมาทัดไว้ที่กระเป๋า ทำไปเพื่อ??? รู้สึกเสียใจที่คนไทย ไม่มีใจอนุรักษ์เห็นแก่ตัว เด็ดมาแค่ชมแปบเดียวคนเดียว พอเหี่ยวก็ทิ้งไป แต่ถ้ามันยังอยู่บนต้น คนที่เดินผ่านมาก็ยังได้ชื่นชมกันยาวตลอดฤดูกาล พวกผมเลยเศร้าใจปนโกรธ ที่คนไทยก็มีพวกทำอะไรไม่คิด(เหมือนพวกคนจีนที่ทำอะไร สะทุนต่ำในบ้านเรา ไปทำลายประการัง สัตว์ป่า สถานที่ ไม่ผิด) ขอร้อง!! ไปเที่ยวเดินทางไปไหน เก็บไว้แค่รูปภาพกับความทรงจำกลับมาก็เพียงพอแล้ว แบ่งให้เพื่อนคนอื่นๆได้ชื่นชมกันไปทั่ว(คิดในมุมกลับกัน ถ้าไปแล้วเราไม่เห็นเราจะเสียใจแค่ไหนคิดดู???)

.................................................................................................................................................................

คำแนะนำการเดินเขา
   - การเดินขึ้น ควรที่จะกำหนดจังหวะการหายใจ กับ จังหวะการเดิน ให้สอดคล้องกัน อาจจะเดินได้ช้า แต่ จะลดความเหนื่อยและก็จะเดินได้ไกลขึ้น (คำแนะนำดีๆจาก พี่เอมี)
   - แม้ว่า ทางเดิน อาจจะมีต้นไม้บัง หรือ อากาศหนาวเย็น แต่UV ที่นี้ก็สูงมาก ควรมีเสื้อผ้าปกป้องUV ใส่แว่นกันแดด และ ครีมกันแดดติดตัว
   - อากาศที่นี้จะแปรปรวนตลอด ควรติดเสื้อกันฝนไว้เสมอ
   - ผ้าบัฟ อย่าให้ใกล้ตัว มันอเนกประสงค์ได้หลายอย่างจริงๆ
   - พยายามดื่มน้ำเสมอๆ วันละ 4-5 ลิตร ช่วงเดินก็จิบไปเรื่อยๆ เพราะเหงื่อเราจะออกตลอดด้วยอากาศและการเดิน พร้อมทั้งน้ำยังช่วยป้องกัน โรคแพ้ความสูงได้
------------------------------------------------------------------


 
กด Like ติดตามข้อมูลท่องเที่ยวดีๆ ได้ที่ www.facebook.com/backpackgo 






Comments